ไดเอ็ทใด ๆ ในโลกล้วน สับสนจัง

สวัสดีครับชาว Work It Out ในครั้งก่อนผมได้ค้างไว้ว่าเราจะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับอาหาร วันนี้เราจะมาพูดถึงไดเอ็ทต่าง ๆ ที่เรารู้จักหรือคุ้นหูกันครับ มาดูกันว่ามันมีข้อดี ข้อเสีย เหมาะกับใครบ้าง บทความหัวข้อนี้อาจจะแบ่งเป็นหลายพาร์ทนะครับ ยังไงก็ฝากกดติดตามเพจไว้ด้วย เพื่อจะได้เห็นบทความก่อนใครครับ

เริ่มกันที่ตัวแรกครับซึ่งเป็นตัวที่ฮิตมากตอนนี้ คือ คีโตจีนิกไดเอ็ทครับ จุดเริ่มต้นของไดเอ็ทนี้เริ่มมาจากการใช้ เพื่อรักษาอาการป่วยบางอย่างตั้งแต่ช่วงปี 1920 แต่ในปัจจุบัน ผู้คนเริ่มหันมาใช้คีโตไดเอ็ทเพื่อการลดน้ำหนักเพราะไดเอ็ทชนิดนี้แทบจะไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย (ปริมาณคาร์บสูงสุดอยู่ที่ 5 – 10% ของแคลอรี่ต่อวัน) อันจะมีผลทำให้น้ำหนักตัวหายไปได้ง่ายครับ เพราะแป้งมีคุณสมบัติอมน้ำ ถ้าแป้งหายไปน้ำก็หายไปด้วย น้ำหนักตัวก็น้อยลงนั่นเองครับ

หลักการของไดเอ็ทชนิดนี้คือ เน้นไปที่สารอาหารไขมัน 70 – 75% จากไขมัน และ 5 – 10% จากคาร์โบไฮเดรต ที่เหลือก็มาจากโปรตีนครับ สาเหตุที่กินคาร์บน้อยนั่นคือ เมื่อคุณจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ร่างกายคุณก็จะขายแหล่งพลังงานนั่นก็คือกลูโคส  ร่างกายจะเอาโปรตีนจากแหล่งพลังงานนี้มาใช้ แต่ถ้าคุณไปลดปริมาณโปรตีนด้วยแล้ว ร่างกายคุณก็จะถูกบังคับให้หันมาใช้ไขมันสะสมเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย เมื่อคุณใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างคีโตน เมื่อร่างกายเริ่มใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก และคุณเริ่มสร้างคีโตนได้แล้ว คุณก็จะอยู่ในสภาวะคีโตซิสนั่นเองครับ

                สำหรับอาหารหลักของไดเอ็ทนี้ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ติดมันได้, เครื่องใน, ไข่, อาหารทะเล, เบคอน, เนื้อสัตว์แปรรูป, ผักใบเขียวทุกชนิด (ยกเว้นผักหัวใต้ดินอย่างแครอทและมันทั้งหลาย, ถั่วฝักยาว, ถั่วแขก, ฟักทอง), มะเขือเทศ, มะเขือยาว, กะหล่ำดอก, บรอคโคลี, แอสพารากัส, น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว, เนย, น้ำมันไฮโซ เช่น อะโวคาโด แมคคาเดเมีย, กะทิ, อะโวคาโด, เนื้อมะพร้าว, มะนาว, เลมอน, มะกอก, เบอรี่ทั้งหลาย เป็นต้น

                ข้อดีของไดเอ็ทชนิดนี้นะครับ คือสำหรับผู้ที่แพ้กลูเต็นจากแป้งครับ (จำพวกแป้งสาลี เป็นต้น) และมีอาการอักเสบภายในต่าง ๆ เช่น แพ้น้ำตาล (อาการคือ กินแล้วสิวขึ้น ท้องอืดบ่อย ๆ ท้องป่องโดยไม่มีสาเหตุ เป็นต้น) คือเมื่อไม่ต้องกินคาร์บก็ไม่ต้องแพ้ไงครับ มันก็เป็นข้อดี แล้วก็ทำให้กล้ามเนื้อไม่อมน้ำด้วย ทำให้ตัวไม่หนักครับ

                ข้อเสียของไดเอ็ทนี้ ในช่วงแรก ๆ เราจะเจออาการไข้คีโต ครับ อาการจะเหมือนคนป่วยประมาณ 2 – 5 วันครับ บางรายมีอาการหงุดหงิด คิดไม่ออก เหงื่อออกมาก เพราะร่างกายอยู่ในช่วงปรับระบบการใช้พลังงานจากแป้งไปใช้พลังงานจากไขมันครับ เป็นกระบวนการปรับของสมองนั่นเอง และบางรายจะไม่มีแรงในการออกกำลังกายเพราะร่างกายใช้แป้งเป็นพลังงานหลักในการฝึกซ้อมครับ

                ไดเอ็ทนี้เหมาะกับใคร ไดเอ็ทนี้เหมาะกับคนที่แพ้แป้งครับ อย่างที่ข้อดีบอกไว้ และยังหมายรวมถึงผู้ที่ต้องการใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลักในกีฬาที่ต้องการใช้ความอึด (Endurance) อย่างเช่น การวิ่งมาราธอน เป็นต้น

                ไดเอ็ทนี้ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานไขมันครับ (มีจริง ๆ นะครับ คนที่ไม่ชอบน้ำมันต่าง ๆ แอดเองก็เป็น 1 ในนั้นครับ) และคนที่จำเป็นต้องเล่นกีฬาที่ใช้พลังจากกล้ามเนื้อ เช่น ต่อยมวย ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนอยากจะทดลองไดเอ็ทนี้แล้วนะครับ แต่ช้าก่อนครับ อยากให้ทุกคนอ่านไดเอ็ทที่เหลือไปให้ครบก่อน แล้วค่อยพบนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสินใจเลือกไดเอ็ทใดไดเอ็ทหนึ่งไปทำครับ วันนี้ลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ